RSS

หัวใจชายหนุ่ม

Google      YouTube   โรงเรียนพระแสงวิทยา  สพม.11

หัวใจชายหนุ่ม 

rama6

พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ งานละคร

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.  ๒๔๒๓  ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๒ ค่ำเดือนยี่ ปีมะโรง  ทรงเป็นพระราชโอรส องค์ที่ ๒๙ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ  เมื่อพระชนมายุ ๘ พรรษา  ทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ  เจ้าฟ้ากรมขุนเทพทวาราวดี และต่อมาทรงได้รับสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯสยามมกุฎราชกุมาร แทนสมเด็จพระบรมเชษฐาซึ่งสวรรคต  และได้เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๓   พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นนักปราชญ์ ( ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ) และทรงเป็นจินตกวีที่ทรงเชี่ยวชาญทางด้าน  อักษรศาสตร์  โบราณคดี  มีพระราชนิพนธ์ร้อยแก้ว  ร้อยกรองทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษมากกว่า ๒๐๐ เรื่อง  ทรงใช้นามแฝงต่าง ๆ กัน เช่น อัศวพาหุ , รามจิตติ , ศรีอยุธยา , พันแหลม , นายแก้วนายขวัญ ฯลฯ

ในด้านงานละครพูด พระองค์ก็ทรงเป็นผู้พระราชทานกำเนิดงานด้านละครพูดให้เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ทั้งนี้นอกจากพระองค์จะทรงพระราชนิพนธ์บทละครพูดเพื่อให้มีการจัดแสดงแล้ว พระองค์ยังทรงเป็นผู้แสดง ผู้กำกับการแสดง และเป็นผู้วิจารณ์ด้วย กล่าวได้ว่าพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นศิลปินทางด้านนี้ และทรงเป็นผู้ที่วงการศิลปินประเภทศิลปะการแสดงละครเคารพสักการะในฐานะที่ทรงเป็นครูที่สำคัญพระองค์หนึ่งของวงการดังกล่าวพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตเมื่อ วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘ รวมพระชนมพรรษา ๔๕ พรรษา

1304402304

หลักการเขียนจดหมายกิจธุระ

                จดหมายกิจธุระเป็นจดหมายที่ผู้เขียนเขียนถึงองค์การ หรือ บริษัทห้างร้าน  เพื่อกิจธุระอย่างใดอย่างหนึ่ง  การเขียนจดหมายกิจธุระคล้ายกับการเขียนจดหมายส่วนตัว  เพียงแต่เราต้องเขียนถึงผู้ที่ไม่รู้จักคุ้นเคย  ภาษาที่ใช้ต้องสุภาพและกล่าวถึงแต่ธุระเท่านั้น  ไม่มีข้อความที่แสดงความสัมพันธ์  เป็นการส่วนตัวต่อกัน

ประเภทของจดหมาย

จดหมายแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ ๔ ประเภท คือ

๑ ) จดหมายส่วนตัว เป็นจดหมายเขียนถึงกันในหมู่ญาติมิตร เนื้อหาเป็นเรื่องส่วนตัว

๒ ) จดหมายกิจธุระ เป็นจดหมายที่เขียนติดต่อระหว่างบุคคลต่อบุคคล หรือบุคคลต่อบริษัทห้างร้าน เพื่อแจ้งกิจธุระ เช่น สมัครงาน ขอความช่วยเหลือ

๓ ) จดหมายธุรกิจ เป็นจดหมายเขียนติดต่อกันในเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจการค้า การเงินระหว่างบริษัทห้างร้าน

๔ ) จดหมายราชการ ติดต่อระหว่างส่วนราชการหรือเป็นทางการข้อความในหนังสือถือเป็นหลักฐานทางราชการ

1304402304

หลักในการเขียนจดหมาย

๑.  เขียนให้ถูกรูปแบบตามที่นิยมใช้กัน

๒.  ใจความในจดหมายต้องให้ชัดเจน สมบูรณ์ครบถ้วน

๓.  เลือกใช้กระดาษที่สำหรับเขียนจดหมาย และ ซองจดหมายสีสุภาพ เหมาะสมกับระดับของบุคคล ( ผู้รับ )

๔.  เขียนด้วยลายมือที่อ่านง่าย เป็นระเบียบ สะอาดเรียบร้อย พยายามอย่าให้มีรอย ลบ ขูด ขีด ฆ่า

๕.  ใช้ภาษาให้ถูกต้องตามหลักภาษา และตามความนิยม สุภาพถูกกาลเทศะ

๖.  ที่อยู่ของผู้เขียนทำให้ผู้รับทราบว่าผู้เขียนจากที่ใด เพราะอยู่ข้างบนคือสถานที่เขียนจดหมายไม่ใช้บ้านของผู้เขียนเสมอไป  ผู้เขียนต้องระบุที่ที่เขียนจดหมายไว้ด้วย

๗.  ถัดมาเป็นวันที่ที่จดหมาย ช่วยบอกให้ทราบว่าผู้เขียน เพราะฉะนั้นการเขียนวันที่ที่เขียนจดหมายทุกครั้งจึงเป็นสิ่งจำเป็น

๘.  ใช้คำขึ้นต้น ( คำนำ ) คำสรรพนามแทนผู้เขียน รวมทั้งการผนึกดวงตราไปรษณียากรราคาเท่าไรนั้น ควรปฏิบัติตามที่กรมไปรษณีย์โทรเลขแนะนำ

๙.  การเขียนเนื้อเรื่อง จะเริ่มเห็นความแตกต่างกันบ้าง คือ

๑ ) จดหมายถึงเพื่อหรือญาติผู้ใหญ่  การเขียนมีลักษณะคล้ายเรียงความ คือมีการเกริ่นเรื่องมาก่อนเล็กน้อย แล้วจึงเขียนเล่าเรื่องไปตามลำดับ

๒ ) ถ้าเป็นจดหมายถึงบุคคลอื่น  เราก็เขียนตามเนื้อเรื่อที่ต้องการสื่อสารการใช้ถ้อยคำภาษาอาจจะต้องระมัดระวังให้สุภาพเรียบร้อย

๑๐.  ในกรณีที่มีการให้พร ควรอ้างคุณพระศรีรัตนตรัย  หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่เคารพของผู้รับจดหมายมาให้พร ( ผู้น้อยไม่ควรให้พรผู้ใหญ่ )

๑๑.  คำลงท้าย ต้องให้เหมาะกาลเทศะและบุคคล

๑๒.  การลงชื่อผู้เขียน โดยมารยาทควรเขียนให้อ่านออก เพราะผู้รับจะไม่สบายใจ ว่าใคร

ข้อมูลส่วนนี้สรุปมาจาก   :

ก.ไก่. ( ไม่ระบุปีที่พิมพ์ ). การเขียนจดหมาย. [ ออนไลน์ ].  เข้าถึงได้จาก :

http://kokai.awardspace.com/use/mail.php. ( วันที่ค้นข้อมูล : ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๑ ).

คำผัส  สารมาคม. ( ไม่ระบุปีที่พิมพ์ ). การเขียนจดหมาย. [ ออนไลน์ ].  เข้าถึงได้จาก :

http://school.obec.go.th/nakhawit/e_learning/kompus/p14.htm. ( วันที่ค้นข้อมูล : ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๑ ).

1304402304

หลักการพินิจวรรณคดีและวรรณกรรม

ความหมาย

การพินิจ คือ การพิจารณาตรวจตรา พร้อมทั้งวิเคราะห์แยกแยะและประเมินค่าได้

ทั้งนี้นอกจากจะได้ประโยชน์ต่อตนเองแล้ว ยังมีจุดประสงค์เพื่อนำไปแสดงความคิดเห็นและข้อเท็จจริงให้ผู้อื่นได้ทราบด้วย เช่น การพินิจวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อแนะนำให้บุคคลทั่วไปที่เป็นผู้อ่านได้รู้จักและได้ทราบรายละเอียดที่เป็นประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เช่น ใครเป็นผู้แต่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร มีประโยชน์ต่อใครบ้าง ทางด้านใด ผู้พินิจมีความเห็นว่าอย่างไร คุณค่าในแต่ละด้านสามารถนำไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์อย่างไรในชีวิตประจำวัน

แนวทางในการพินิจวรรณคดีและวรรณกรรม

การพินิจวรรณคดีและวรรณกรรมมีแนวให้ปฏิบัติอย่างกว้าง ๆ เพื่อให้ครอบคลุมงานเขียนทุกชนิด ซึ่งผู้พินิจจะต้องดูว่าจะพินิจหนังสือชนิดใด มีลักษณะเฉพาะอย่างไร ซึ่งจะมีแนวในการพินิจที่จะต้องประยุกต์หรือปรับใช้ให้เหมาะสมกับงานเขียนนั้น ๆ

หลักเกณฑ์กว้าง ๆ ในการพินิจวรรณคดีและวรรณกรรม มีดังนี้

๑.  ความเป็นมา หรือ ประวัติของหนังสือและผู้แต่ง  เพื่อช่วยให้วิเคราะห์ในส่วนอื่น ๆ ได้ดีขึ้น

 ๒.  ลักษณะคำประพันธ์

๓.  เรื่องย่อ

๔.  เนื้อเรื่อง ให้วิเคราะห์เรื่องตามหัวข้อต่อไปนี้ตามลำดับ โดยบางหัวข้ออาจจะมี หรือไม่มี  ก็ได้ตามความจำเป็น เช่น โครงเรื่อง ตัวละคร ฉาก วิธีการแต่ง ลักษณะการดำเนินเรื่อง การใช้ถ้อยคำสำนวนในเรื่อง ท่วงทำนองการแต่ง วิธีคิดที่สร้างสรรค์  ทัศนะหรือมุมมองของผู้เขียน เป็นต้น

๕.  แนวคิด จุดมุ่งหมาย เจตนาของผู้เขียนที่ฝากไว้ในเรื่อง หรือบางทีก็แฝงเอาไว้ในเรื่อง ซึ่งจะต้องวิเคราะห์ออกมา

๖.  คุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรม  ซึ่งโดยปกติแล้วจะแบ่งออกเป็น ๔ ด้านใหญ่ ๆ และกว้าง ๆ เพื่อความครอบคลุมในทุกประเด็น ซึ่งผู้พินิจจะต้องไปแยกแยะหัวข้อย่อยให้สอดคล้องกับลักษณะหนังสือ ที่จะพินิจนั้น ๆ ตามความเหมาะสมต่อไป

การพินิจคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรม

มี ๔ ประเด็นดังนี้

๑.  คุณค่าด้านวรรณศิลป์

คือ ความไพเราะของบทประพันธ์ ซึ่งอาจจะเกิดจากรสของคำที่ผู้แต่งเลือกใช้และรสความที่ให้ความหมายกระทบใจผู้อ่าน

๒.  คุณค่าด้านเนื้อหา

คือ การให้ความรู้ด้านต่าง ๆ ให้คุณค่าทางปัญญาและความคิดแก่ผู้อ่าน

๓.  คุณค่าด้านสังคม

วรรณคดีและวรรณกรรมสะท้อนให้เห็นภาพของสังคมในอดีตและวรรณกรรมที่ดีสามารถจรรโลงสังคมได้อีกด้วย

๔.  การนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

เพื่อให้ผู้อ่านได้ประจักษ์ในคุณค่าของชีวิต ได้ความคิดและประสบการณ์จากเรื่องที่อ่าน และนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต นำไปเป็นแนวปฏิบัติหรือแก้ปัญหา

1304402304

ลักษณะคำที่มาจากภาษาไทยแท้

                คำไทยแท้ เป็นคำที่มีใช้ดั้งเดิมอยู่ในภาษาไทย  มีลักษณะสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร และมีหลักในการสังเกตที่ตายตัวทำให้เราสามารถแยกแยะวิเคราะห์ได้ว่าคำไทยแท้นั้นมีลักษณะอย่างไร  มีหลักการสังเกตดังนี้

๑. คำไทยแท้มีพยางค์เดียว

คำไทยแท้มักคำพยางค์มีพยางค์เดียว  และมีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง  เมื่อฟังแล้วสามารถเข้าใจได้ทันที   เช่น

               คำใช้เรียกเครือญาติ    พ่อ    แม่   พี่   น้อง   ป้า   อา   ลุง   ฯลฯ

               คำใช้เรียกชื่อสัตว์       ช้าง   ม้า    วัว    ควาย   หมู  กา   ไก่   นก   ฯลฯ

               คำใช้เรียกธรรมชาติ    ดิน   น้ำ   ลม   ไฟ   อุ่น   เย็น   ร้อน   ฯลฯ     

               คำใช้เรียกเครื่องใช้     มีด    ตู้   ครก   ไห   ช้อน  ฯลฯ                       

ทั้งนี้   มีคำไทยแท้บางคำที่มีหลายพยางค์ มีสาเหตุ  ดังนี้

       ๑ )  การกร่อนเสียง   คือ  การที่คำเดิมเป็นคำประสม ๒ พยางค์เรียงกันเมื่อพูดเร็ว ๆ ทำให้

พยางค์แรก  มีการกร่อนเสียงลงไป   เช่น  หมาก   เป็น   มะ   ตัว   เป็น ตะ   เป็นต้น

ทำให้กลายเป็นคำ  ๒  พยางค์  เช่น  

                              หมากขาม          เป็น    มะขาม                 ตัวขาบ       เป็น     ตะขาบ

                             หมากม่วง          เป็น    มะม่วง                  ตาวัน         เป็น     ตะวัน

                            สาวใภ้               เป็น    สะใภ้                   อันไร         เป็น      อะไร

                            ฉันนั้น               เป็น    ฉะนั้น

) การแทรกเสียง  คือ  การเติมพยางค์ลงไประหว่างคำ   ๒ พยางค์  ทำให้เกิดเป็นคำ

หลายพยางค์  เช่น

                           ลูกตา               เป็น    ลูกกะตา                  ลูกท้อน    เป็น     ลูกกระท้อน

                           นกจอก             เป็น    นกกระจอก            นกจิบ       เป็น     นกกระจิบ

                           ผักถิน               เป็น    ผักกระถิน             ผักเฉด      เป็น     ผักกระเฉด

                ๓ ) การเติมพยางค์หน้า  คือ การเติมพยางค์ลงไปหน้าคำพยางค์เดียว หรือสองพยางค์

แล้วทำให้เกิดเป็นคำหลายพยางค์  เช่น

                           โจน              เป็น     กระโจน                  ทำ            เป็น    กระทำ

                           เดี๋ยว             เป็น     ประเดี๋ยว                ท้วง          เป็น     ประท้วง

                          จุ๋มจิ๋ม           เป็น      กระจุ๋มกระจิ๋ม         ดุกดิก      เป็น    กระดุกกระดิก          

๒. คำไทยแท้มักมีตัวสะกดตรงตามมาตรา 

กล่าวคือ  อักษรที่นำมาเขียนเป็นตัวสะกดจะตรงตามกับมาตราตัวสะกด

) แม่กก ใช้  ก  เป็นตัวสะกด  เช่น

                     รัก     ฉาก     จิก     ปีก     จุก   ลูก     โบก    ตัก    เด็ก     เปียก  ฯลฯ

) แม่กด ใช้  ด  เป็นตัวสะกด  เช่น

                     คด     จุด     เช็ด   แปด     อวด     เบียด     ปูด     เลือด     กวด     ราด  ฯลฯ

) แม่กบ ใช้  บ  เป็นตัวสะกด  เช่น

                             จับ     ชอบ     ซูบ     ดาบ     เล็บ     โอบ     เสียบ     เกือบ     ลบ    สิบ ฯลฯ

) แม่กง  ใช้  ง  เป็นตัวสะกด  เช่น

                             ขัง    วาง     ปิ้ง     ซึ่ง     งง     โยง     เล็ง     กรง     ถุง     ดอง   ฯลฯ

) แม่กน  ใช้  น  เป็นตัวสะกด  เช่น

                 คัน     ขึ้น     ฉุน     แบน     ล้วน     จาน     เส้น     โล้น     กิน   ฯลฯ

) แม่กม  ใช้  ม  เป็นตัวสะกด  เช่น

                             จาม     อิ่ม     ซ้อม     เต็ม     ท้วม     ตุ่น     เสียม      แก้ม     สาม    ล้ม  ฯลฯ

) แม่เกย  ใช้  ย  เป็นตัวสะกด  เช่น

                             ชาย     ขาย    เคย     โกย     คุ้ย     คอย     เย้ย     รวย     เมื่อย     สาย    ตาย  ฯลฯ

) แม่เกอว  ใช้  ว  เป็นตัวสะกด  เช่น

                             ข้าว     คิ้ว     เหว     แก้ว     เลี้ยว     เปลว     เร็ว    หนาว     นิ้ว     สาว  ฯลฯ

๓. คำไทยแท้จะไม่พบพยัญชนะต่อไปนี้ ฆ ณ ญ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ธ ศ ษ ฬ

มีคำยกเว้นบางคำ  เช่น  ฆ่า  เฆี่ยน  ระฆัง  ศอก  ศึก  ธ  เธอ  ณ  ฯพณฯ  ใหญ่   หญ้า

๔. คำไทยแท้มักมีรูปวรรณยุกต์กำกับ

เพื่อให้เกิดเสียงต่างกัน ทำให้คำมีความหมายมากขึ้นด้วย  ซึ่งทำให้มีคำใช้มากขึ้น เช่น

                                  ปา     >   ขว้าง                                       ขาว   >   ชื่อสีชนิดหนึ่ง

                                  ป่า     >   ที่รกด้วยต้นไม้ต่างๆ              ข่าว   >   คำบอกเล่า  เรื่องราว

                                  ป้า    >   พี่สาวของพ่อหรือของแม่       ข้าว   >   อาหารประเภทหนึ่ง              

                                 ฝาย   >   สิ่งก่อสร้างคล้ายเขื่อน          เสือ   >    สัตว์ชนิดหนึ่ง

                                 ฝ่าย   >   ข้าง                                         เสื่อ   >     ของใช้สำหรับปูนั่ง

                                 ฝ้าย    >  ผ้าฝ่าย                                   เสื้อ   >      ของใช้สำหรับสวมใส่  

                                 ขา      >   อวัยวะ                                  คา    >      หญ้าคา

                                 ข่า      >   สมุนไพร                             ค่า    >      คุณค่า

                                 ข้า      >   สรรพนาม                            ค้า    >      การค้า

๕. คำไทยแท้มีลักษณนามใช้

ลักษณนามเป็นนามที่บอกลักษณะของนามที่อยู่ข้างหน้า  ซึ่งในภาษาไทยจะใช้คำเหล่านี้แตกต่างจากภาษาอื่นชัดเจน  ดังนี้

๕.๑ ลักษณนามบอกชนิด   เช่น

รูป           ใช้ กับ    ภิกษุ  สามเณร

เล่ม        ใช้กับ     หนังสือ  เกวียน  เทียน  เข็ม  ตะไกร

ใบ          ใช้กับ      ตู้  หม้อ  ตุ่ม  หมอน

๕.๒ ลักษณนามบอกหมวดหมู่   เช่น

ฝูง          ใช้กับ     วัว  ควาย  ปลา  นก

กอง        ใช้กับ     ทหาร  ลูกเสือ  อิฐ  ทราย  ผ้าป่า

นิกาย     ใช้กับ      ศาสนา  ลัทธิ

๕.๓ ลักษณนามบอกสัณฐาน   เช่น

วง          ใช้กับ     แหวน   วงกลม  ตะกร้อ  สักวา   วงดนตรี   แตรวง

หลัง       ใช้กับ     เรือน  มุ้ง  ตึก

แผ่น       ใช้กับ     กระดาษ  กระดาน  กระเบื้อง  สังกะสี

บาน       ใช้กับ     ประตู   หน้าต่าง  กระจกเงา  กรอบรูป

๕.๔  ลักษณนามบอกจำนวนและมาตรา   เช่น

คู่            ใช้กับ     รองเท้า  ถุงเท้า  ช้อนส้อม

โหล       ใช้กับ     ของที่รวมกันจำนวน  ๑๒ ชิ้น  เช่น  สมุด  ดินสอ

๕.๕  ลักษณนามบอกอาการ   เช่น

จีบ           ใช้กับ   พลู

จับ       ใช้กับ     ขนมจีน

มวน      ใช้กับ   บุหรี่

๕.๖  ลักษณนามซ้ำชื่อ    เช่น  เมือง   ประเทศ    ตำบล   จังหวัด   ทวีป   ฯลฯ

๖. คำไทยแท้ไม่นิยมใช้ตัวการันต์

ลักษณะของตัวการันต์ มักเป็นคำที่ยืมมาจากภาษาต่างประเทศ  เพราะในภาษาไทยจะไม่นิยมใช้ตัวการันต์   เช่น  โล่      เสา     อิน     จัน    วัน    เท่    กา     ขาด     ปา     จัก     รัน

๗. คำไทยแท้ไม่นิยมใช้พยัญชนะบางตัวที่เขียนยาก

เช่น   ฆ  ณ  ญ  ฎ  ฏ  ฐ  ฑ  ฒ   ฌ  ธ   ภ   ศ    ษ   ฬ     และสระ  ฤ   ฤา      ยกเว้นคำไทยแท้บางคำ   ดังนี้

                         เฆี่ยน     ฆ่า      ฆ้อง     ระฆัง    หญิง    ศึก    ใหญ่     ณ    ธ     เธอ    ศอก     อำเภอ

๘. การใช้  ใอ  และไอ  ในภาษาไทย

คำที่ออกเสียง  อัย   ใช้รูปไม้ม้วน  ( ใ ) มีใช้ในคำไทยเพียง  ๒๐  คำเท่านั้น    นอกนั้นใช้ประสมด้วยสระ “ ไอ ” ไม้มลายทั้งสิ้น แต่จะไม่ใช้รูป “ อัย ” หรือ “ ไอย ”  เลย  คำไทยแท้ที่ใช้      “ ใอ ” ไม้ม้วน ๒๐ คำ มีบทท่องจำง่าย ๆ ดังนี้

ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่               ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ
      ใฝ่ใจเอาใส่ห่อ                           มิหลงใหลใครขอดู
จะใคร่ลงเรือใบ                         ดูน้ำใสและปลาปู
สิ่งใดอยู่ในตู้                              มิใช่อยู่ใต้ตั่งเตียง
บ้าใบ้ถือใยบัว                            หูตามัวมาใกล้เคียง
เล่าท่องอย่าละเลี่ยง                  ยี่สิบม้วนจำจงดี ”

สำหรับคำที่ใช้ อัย กับ ไอย นั้นรับมาจากภาษาบาลีสันสกฤต

1304402304

ลักษณะคำที่มาจากภาษาต่างประเทศ

                เมื่อคนไทยมีการติดต่อกับประเทศต่างๆ ทั้งทางด้านการค้า  การทูต  การสงคราม  การเมือง  การศึกษา  วรรณคดี  ศาสนา   วัฒนธรรม  ขนบธรรมเนียมประเพณี  และอื่นๆ  ทำให้มีการรับภาษาต่างๆ  มาใช้ในภาษาไทยด้วย เช่น  ภาษาบาลี  ภาษาสันสกฤต   ภาษาเขมร  ภาษาจีน  ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส  ภาษามาลายู  ภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น

การยืมคำภาษาต่างประเทศ มาใช้ในภาษาไทยทำให้ภาษามีการงอกงามและมีคำใช้ในการสื่อสารกันมากยิ่งขึ้น  คำที่ยืมมาจากภาษาต่างประเทศ   มีดังนี้

๑. คำบาลีสันสกฤต

ภาษาไทยมีคำศัพท์ที่มีการปรุงแต่งมาจากภาษาต่างประเทศ  เช่น   ภาษาบาลี  และภาษาสันสกฤตอยู่มาก  ส่วนใหญ่จะใช้เกี่ยวกับเรื่องศาสนา  วรรณคดี   วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีรวมทั้งใช้ในคำสุภาพและคำศัพท์ทั่วไป  มีหลักการสังเกต   ดังนี้

                ๑ ) เป็นคำที่มีหลายพยางค์  เช่น

บิดา

มารดา

ภรรยา

กรุณา

อนุเคราะห์

สถาปนา

เมตตา

นิทรา

ปราโมทย์

ทนงศักดิ์

พรรณทิวา

กีฬา

ฤษี

พิสดาร

เกษียณ

                ๒ ) ตัวสะกดมักมีตัวการันต์อยู่ด้วย  เช่น

                          แม่กง          >          องค์        รงค์         สงฆ์      วงศ์       หงส์        ณรงค์  

                          แม่กน         >           สวรรค์      มนต์      ทันต์

                          แม่กม         >          พิมพ์       อารมณ์      รื่นรมย์       

                          แม่กก         >           ทุกข์     พักตร์

                          แม่กด         >           ฤทธิ์      พจน์   โจทย์  

                          แม่กบ         >           กาพย์      กษาปณ์

) มีคำที่ประสมด้วยพยัญนะ ฆ , ฌ , ญ , ฎ , ฏ , ฒ , ณ , ธ , ภ , ศ , ษ , ฤ , ฬ  

เช่น ฆาต , มัชฌิม , สัญญา , กุฎี , โกฏิ , วุฒิ , เณร , พุทธ , โลภ , เศรษฐี , ฤดู ,จุฬา  เป็นต้น

                ๔ ) เป็นคำที่มีอักษรควบ  คำบาลีสันสกฤต  นิยมคำที่มีอักษรควบ  เช่น  จักร  บุตร  เพชร  เนตร   ประสูติ   ประโยชน์   ปณิธาน  ปราโมทย์    ปรัชญา                  ประมาท     ประกาศ    ปรัชญา     ประสูติ      เป็นต้น

                ๕ ) คำบาลีไม่มีวรรณยุกต์และไม้ไต่คู้

                ภาษาบาลี

๑.  พยัญชนะบาลีมี ๓๓ ตัว  สระมี ๘ ตัว

๒. คำในภาษาบาลีจะต้องมีตัวสะกดและตัวตามในวรรคเดียวกันเสมอ พยัญชนะแถวที่ ๑ ,

๓ , ๕ เป็นตัวสะกด    ถ้าพยัญชนะแถวที่ ๑ สะกด แถวที่ ๑ หรือ ๒ เป็นตัวตามได้

เช่น สักกะ ทุกขะ    ถ้าพยัญชนะแถวที่ ๓   สะกด  แถวที่ ๓ หรือ ๔ เป็นตัวตามได้ เช่น

อัคคี วิชชา     ถ้าแถวที่ ๕ สะกด พยัญชนะทุกแถวในวรรคเดียวกันตามได้ เช่น องก์

สังข์ สงฆ์ องค์ ยกเว้น ง ตามตัวเองไม่ได้

๓.  สังเกตจากพยัญชนะ “ ฬ ” มีใช้เฉพาะบาลี เช่น จุฬา วิฬาร์ ครุฬ

๔.  บาลีมีตัวสะกดและตัวตามที่ซ้ำกัน ไทยจะตัดตัวที่ซ้ำกันออกให้เหลือตัวเดียว เช่น

รัฏ.ฐ       -    รัฐ                           ปุญ.ญ      -     บุญ

นิส.สิต    -    นิสิต                         กิจจ        -      กิจ

เขตต       -    เขต

                ภาษาสันสกฤต

๑.  สันสกฤตมีพยัญชนะ  ๓๕  ตัว  ( เพิ่ม  ศ  ษ )    สระสันสกฤตมี  ๑๔  ตัว

๒. ตัวสะกดตัวตามของสันสกฤตจะอยู่ต่างวรรคกัน  เช่น  สัปดาห์  อักษร  บุษบา  อัศจรรย์

๓.  สันสกฤตนิยมใช้ตัว  “ ฑ ”   เช่น  กรีฑา  จุฑา  ครุฑ

๔.  นิยมใช้อักษรควบเป็นตัวสะกด  เช่น  จักร  อัคร  บุตร  จันทร

๕.  มักจะมี  “ ษ ”  หรือ  “ รร ”  อยู่ในคำนั้น ๆ  เช่น  ราษฎร์  ฤษี  ภรรยา  กฤษณา

ตารางแสดงตัวสะกด  ตัวตาม  ในภาษาบาลี – สันสกฤต

ฐานที่เกิด

แถว

วรรค

เศษวรรค

คอ

วรรค กะ

ห  อ  ฮ

เพดานปาก

วรรค จะ

ย 

ปุ่มเหงือก

วรรค ฏะ

ร    ฬ

ฟัน

วรรค ตะ

ล  ส

ริมฝีปาก

วรรค ปะ

*หมายเหตุ           ตัวที่ขีดเส้นใต้เป็นอักษรที่มีใช้เฉพาะภาษาสันสกฤตเท่านั้น

สรุปข้อแตกต่างระหว่างภาษาบาลี  กับ  ภาษาสันสกฤต 

บาลี

สันสกฤต

๑. สระบาลี  มี  ๘  ตัว  คือ  อะ  อา  อิ  อี  อุ  อู

เอ  โอ

๒.  พยัญชนะ  บาลี มี  ๓๓  ตัว

๓.  บาลีนิยม  ฬ  เช่น  จุฬา  กีฬา  อาสาฬห  วิฬาร์ ๔. ไม่นิยมคำควบกล้ำและอักษรนำ  เช่น  ปฐม

มัจฉา  วิชชา  สามี

๕. มีหลักเกณฑ์การใช้ตัวสะกดตัวตามแน่นอน

๖. ใช้ริ  กลางคำ  เช่น  อริยะ  จริยา  อัจฉริยะ

๗. บาลีใช้  อะ  อิ  อุ  เช่น  อมตะ  ติณ  ปุจฉา  อุตุ

๘. บาลีใช้  ส  ทั้งหมด  เช่น  สงฆ์  สามัญ

ปัสสาวะ  อัสสุ  มัสสุ  สิกขา  สัจจะ๑.  สระสันสกฤตมี  ๑๔  ตัว  เพิ่ม  ไอ  เอา  ฤ  ฤา

ฦ  ฦา

๒. พยัญชนะสันสกฤตมี  ๓๕  ตัว  เพิ่ม  ศ  ษ

๓. สันสกฤตใช้  ฑ  ฒ  เช่น  จุฑา  กรีฑา

๔.นิยมควบกล้ำ  และอักษรนำ  เช่น  ประถม

มัตสยา  วิทยา  สวามี

๕. มีหลักตัวสะกดตัวตามไม่แน่นอน

๖. ใช้  ร  กลางคำ  เช่น  อาจารย  จรรยา  อารยะ

๗. สันสกฤต  ใช้  ฤ  เช่น  อมฤต  ตฤณ  ปฤจฉา

ฤดู

๘. ใช้  ส    จะมีพยัญชนะวรรค  ต  ( ต  ถ ท ธ น )  เป็นตัวตาม  เช่น  สตรี  สถานี  พัสดุ  สถิติ  พิสดาร

๒. ภาษาเขมร

ภาษาเขมรเข้ามาสู่ประทศไทยโดยทางการค้า  การสงคราม  การเมืองและวัฒนธรรม  คำที่มาจากภาษาเขมรส่วนใหญ่ที่พบมักใช้ในวรรณกรรม  วรรณคดี  คำราชาศัพท์  และใช้ในชีวิตประจำวัน มีหลักในการสังเกตดังนี้

         ๑ ) คำภาษาเขมรมักไม่มีวรรณยุกต์

ยกเว้น          เสน่ง     เขม่า     เป็นต้น

         ๒ ) คำภาษาเขมรมักไม่ประวิสรรชนีย์

เช่น   ลออ        ผจง       ผอบ       ฉงน  เป็นต้น

         ๓ ) มักใช้  ร  ล  ญ  เป็นตัวสะกดในมาตรา  แม่ กน  เช่น

ขจร         ขะ-จอน                 ร              เหมือน  น  สะกด

                                กาล         กาน                        ล             เหมือน  น  สะกด

                                เจริญ      จะ-เริน                  ญ            เหมือน  น  สะกด

     ๔ ) มักใช้  จ  ส  เป็นตัวสะกดในมาตรา  แม่ กด  เช่น

                เสด็จ     เผด็จ     บำเหน็จ     บังอาจ     ตรัส     จำรัส     เป็นต้น

                ๕ ) มักเป็นคำควบกล้ำและอักษรนำ  เช่น

                กระจอก     กระออม    ขนาด     ขลัง     โขมด        ตรอก      เฉนียน   เผด็จ    เป็นต้น

                ๖ ) คำราชาศัพท์บางคำมาจากภาษาเขมร  เช่น

คำราชาศัพท์

ความหมาย

แกล

หน้าต่าง

ปับผาสะ

ปอด

ขนง

คิ้ว

) คำที่ขึ้นต้นด้วย  บัง    บัน    บำ     บรร   มักมาจากภาษาเขมร  เช่น

บันดาล   บันได   บันทึก   บันเทิง   บันลือ    บันโดย   บันโหย    บันเดิน   บันกวด    บังเกิด     บรรทัด     บรรทม   บรรทัด     บรรจุ    บรรลุ    บรรพต    บรรเลง    บรรพชา   บรรหาร   บรรทุก    บำเพ็ญ       บำราศ     บำเรอ    บำนาญ    บำเหน็จ   บำบัด  บำบวม   บังคม       บังเกิด     บังอาจ    บังเหียน    บังคับ    บังคล    บังเหิน

                ๘ ) คำที่ขึ้นต้นด้วย   กำ   คำ   จำ    ชำ    ดำ   ตำ     ทำ    มักมาจากภาษาเขมร  เช่น  

                            กำเนิด     กำหนด     กำจร      คำนับ       จำเริญ      จำเนียร        ชำนาญ    ดำเนิน      ดำริ        ดำรง       ตำรวจ     ตำนาน      ทำนาย     ทำเนียม      

                ๙ ) คำภาษาเขมรส่วนใหญ่มักแผลงคำได้  เช่น

เกิด        >        กำเนิด                           จ่าย        >       จำหน่าย

ครบ      >          คำรบ                           ชาญ      >       ชำนาญ

แจก      >         จำแนก                          ตรวจ    >         ตำรวจ

ความรู้เสริมเกี่ยวกับคำแผลง

            แผลงพยัญชนะ คือ  การเปลี่ยนพยัญชนะไปจากเดิม เช่น

ขจาย       เป็น        กระจาย, กำจาย ฉงาย      เป็น        จำงาย รม           เป็น        ระงม
ขจร        เป็น        กำจร ฉลุ          เป็น        ชำลุ รำ            เป็น        ระบำ
แข็ง        เป็น        กำแหง เฉียง       เป็น        เฉลียง ราญ        เป็น        รำบาญ
ขด           เป็น        ขนด เฉิด         เป็น        ประเจิด บวก        เป็น        ผนวก
ชะ          เป็น        ชำระ ถก           เป็น        ถลก บวช        เป็น        ผนวช
ช่วย        เป็น        ชำร่วย ถวาย       เป็น        ตังวาย แผก        เป็น        แผนก
ทรุด        เป็น        ชำรุด ผจญ       เป็น        ประจญ โลภ        เป็น        ละโมบ
เพราะ    เป็น        ไพเราะ พิศ          เป็น        พินิศ เดิน        เป็น      ดำเนิน

                แผลงสระ  คือ  การเปลี่ยนสระให้ผิดไปจากเดิม
วชิระ          เป็น            วิเชียร
บุราณ         เป็น           โบราณ
ศิลา           เป็น            เศลา, ไศล
พิจิตร         เป็น           ไพจิตร
สินธุ           เป็น            สินธู
นู่น             เป็น           โน้น
สุภาพ         เป็น            สุวภาพ
ศิระ            เป็น           เศียร

๓. ภาษาจีน

ภาษาจีนเข้าสู่ประเทศไทยโดยการติดต่อค้าขาย  ลักษณะภาษาจีนและภาษาไทยมีความ

คล้ายคลึงกัน   เพราะเป็นภาษาคำโดดและมีเสียงวรรณยุกต์  โดยมากเป็นคำนามที่เป็นเรื่องของ

อาหารและเครื่องใช้

คำจีนที่นำมาใช้โดยมากใช้ตามสำเนียงเดิม  จะมีเพี้ยนไปบ้างก็ไม่มาก  พอฟังกันรู้เรื่อง

เช่น  เกาเหลา  แป๊ะซะ  ก๋วยเตี๋ยว  เต้าหู้  เต้าส่วน  พะโล้  กวยจั๊บ  จับฉ่าย  บะฉ่อ  เกี๊ยว  ปุ้งกี๋ 

       ตะหลิว  บะหมี่   เกี๊ยะ  เป็นต้น

๔. ภาษาอังกฤษ

ภาษาอังกฤษเข้ามาในภาษาไทย  เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและ

การศึกษาในยุคที่ไร้พรมแดน  ทำให้คนไทยเรียนรู้ภาษาอังกฤษมากขึ้น  เช่น  กราฟ  กลูโคส 

      กอล์ฟ  คริสต์มาส  เครดิต (  ชื่อเสียง ) เช็ค  เชิ้ต  โชว์  ชอล์ก  เช็ค  เชียร์  ซอส  ซีเมนต์  เซ็น 

      เต็นท์  ทอฟฟี่  บล็อก  บรู๊ฟ  ปลั๊ก  พลาสติก  ฟุลสแก๊ป  ฟิล์ม ฟิวส์ แฟลต ไมโครเวฟ 

      ไมโครโฟน  ไมล์  ริบบิ้น  ลิฟต์  เสิร์ฟ  หรีด  โหวด  อิเล็กทรอนิกส์   โอลิมปิก ไอศกรีม  ฮอกกี้ 

      เฮลิคอปเตอร์  เป็นต้น

๕. ภาษาชวา

ภาษาชวาเข้าปะปนในภาษาไทย เพราะอิทธิพลจากวรรณคดีเรื่องอิเหนา  ซึ่งเป็น

พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลศหล้านภาลัยเป็นที่รู้จักแพร่หลาย  คนไทยจึงรู้จัก

ภาษาชวา และนำภาษาชวามาใช้ในภาษาไทยมากขึ้น เช่น  กระยาหงัน ( สวรรค์ )    กริช  

       โนรี ( นกแก้ว )   ซาหริ่ม ( ขนม )   ปั้นเหน่ง ( เข็มขัด)   โดม ( สูง ) บุหงา ( ดอกไม้ )   

       บุหรง ( นกยูง )   บุหลัน ( ดวงจันทร์ )  ยาหยี ( น้องรัก )   ยี่หว่า ( ชีวิตจิตใจ ) 

       ตุนาหงัน ( คู่หมั้น )   มะงุมมะงาหรา    ช่าโบะ( ผ้าห่ม )

๖. ภาษาเปอร์เซีย  เช่น

กะลาสี ( ลูกเรือ ) กากี กาหลิน กุหลาบ จารบิ บัลกรี ยี่หร่า สักหลาด ชาร์ ( กษัตริย์ )

๗.  ภาษาโปรตุเกส 

ภาษาโปรตุเกสเข้ามาในสมัยพระรามาธิบดีที่ ๒ เช่น กะละมัง กะละแม ปิ่นโต เลหลัง

สบู่ เหรียญ   

1304402304

ดาวน์โหลด ลักษณะคำ ได้ด้านล่างนี้คะ

 >>  ลักษณะคำไทย_อื่น ๆ

ลักษณะของคำไทยแท้

ลักษณะคำไทย_เขมร

ลักษณะคำไทย_จีน

ลักษณะคำไทย_บาลี สันสกฤต

ลักษณะคำไทย_อังกฤษ  <<

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: