RSS

อิเหนา ตอน ศึกกะหมังกุหนิง

Google    YouTube    โรงเรียนพระแสงวิทยา    สพม.11

1304402304

อิเหนา ตอน ศึกกะหมังกุหนิง 

อิเหนา

ละครรำ

        ละครรำ เป็นศิลปะการแสดงของไทย ที่ประกอบด้วยท่ารำ ดนตรีบรรเลง และบทขับร้องเพื่อดำเนินเรื่อง ละครรำมีผู้แสดงเป็นตัวพระ ตัวนาง และตัวประกอบ แต่งองค์ทรงเครื่องตามบท งดงามระยับตา ท่ารำตามบทร้องประสานทำนองดนตรีที่บรรเลงจังหวะช้า เร็ว เร้าอารมณ์ให้เกิดความรู้สึกคึกคัก สนุกสนาน หรือเศร้าโศก ตัวละครสื่อความหมายบอกกล่าวตามอารมณ์ด้วยภาษาท่าทาง โดยใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย วาดลีลาตามคำร้อง จังหวะและเสียงดนตรี

ประเภทของละครรำ

–  ละครชาตรี 

นับเป็นละครที่มีมาแต่สมัยโบราณ และมีอายุเก่าแก่กว่าละครชนิดอื่น ๆ มีลักษณะเป็นละครเร่คล้ายของอินเดียที่เรียกว่า “ ยาตรี ” หรือ “ ยาตรา ” ซึ่งแปลว่าเดินทางท่องเที่ยว ละครยาตรานี้คือละครพื้นเมืองของชาวเบงคลีในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นละครเร่ นิยมเล่นเรื่อง “ คีตโควินท์ ” เป็นเรื่องอวตารของพระวิษณุ ตัวละครมีเพียง ๓ ตัว คือ พระกฤษณะ นางราธะ และนางโคปี

ละครยาตราเกิดขึ้นในอินเดียนานแล้ว ส่วนละครรำของไทยเพิ่งจะเริ่มเล่นในสมัยตอนต้นกรุงศรีอยุธยา จึงอาจเป็นได้ที่ละครไทยอาจได้แบบอย่างจากละครอินเดีย เนื่องจากศิลปวัฒนธรรมของอินเดียแพร่หลายมายังประเทศต่าง ๆ ในแหลมอินโดจีน เช่น พม่า มาเลเซีย เขมร และไทย จึงทำให้ประเทศเหล่านี้มีบางสิ่งบางอย่างคล้ายกันอยู่มาก  โดยส่วนใหญ่นิยมเล่นเรื่อง มโนห์รา

–  ละครนอก

มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เป็นละครที่แสดงกันนอกราชธานี แต่เดิมคงมาจากการละเล่นพื้นเมือง และร้องแก้กัน แล้วต่อมาภายหลังจับเป็นเรื่องเป็นตอนขึ้น เป็นละครที่ดัดแปลงวิวัฒนาการมาจากละคร “ โนห์รา ” หรือ “ ชาตรี ” โดยปรับปรุงวิธีแสดงต่างๆ  ตลอดจนเพลงร้อง และดนตรีประกอบให้แปลกออกไป  นิยมเล่นเรื่อง ไกรทอง โคบุตร ไชยเชษฐ์ คาวี สังข์ทอง เป็นต้น

–  ละครใน

เป็นละครที่เกิดขึ้นในพระราชฐานจึงเป็นละครที่มีระเบียบแบบแผน สุภาพ ละครในมีความมุ่งหมายสำคัญอยู่ ๓ ประการ คือรักษาศิลปะของการรำอันสวยงาม รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีเคร่งครัด รักษาความสุภาพทั้งบทร้องและเจรจา  สันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา และรุ่งเรืองมากที่สุดในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ  นิยมเล่นเรื่อง รามเกียรติ์ อิเหนา อุณรุท

1304402304

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

images

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอิศรสุนทร ฯ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ( พ.ศ. ๒๓๑๐ -๒๓๖๗  ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๕๒ – ๒๓๖๗ ) รัชกาลที่ ๒ แห่งราชจักรีวงศ์  ทรงมีพระนามเดิมว่า ฉิม ( สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ) พระราชสมภพเมื่อ วันพุธ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๔ ปีกุน เวลาเช้า ๕ ยาม ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๑๐ เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๔ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และ สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี  ทรงเสวยราชสมบัติ เมื่อปีมะเส็ง ปี พ.ศ. ๒๓๕๒ – ๒๓๖๗ ขณะมีพระชนมายุได้ ๔๒ พรรษา

พระอัฉริยภาพในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีหลายด้าน  เช่น

 ด้านกวีนิพนธ์  พระองค์มีพระราชนิพนธ์ที่เป็นบทกลอนมากมาย ทรงเป็นยอดกวีด้านการแต่งบทละครทั้งละครในและละครนอก เช่น รามเกียรติ์ , อุณรุท , อิเหนา , ไกรทอง , สังข์ทอง , ไชยเชษฐ์ , คาวี , บทพากย์โขนอีกหลายชุด

 ด้านประติมากรรม  ทรงส่งเสริมงานช่างด้านหล่อพระพุทธรูปแล้ว  ยังได้ทรงพระราชอุตสาหะปั้นหุ่นพระพักตร์ของ “ พระพุทธธรรมิศรราชโลกธาตุดิลก ” พระประธานในพระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามด้วยพระองค์เองอีกด้วย

–  ด้านดนตรี  ทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านนี้ไม่น้อยไปกว่าด้านละครและฟ้อนรำ เครื่องดนตรีที่ทรงถนัดและโปรดปรานคือ ซอสามสาย ซึ่งซอคู่พระหัตถ์ที่สำคัญได้พระราชทานนามว่า “ ซอสายฟ้าฟาด ” และเพลงพระราชนิพนธ์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีคือ “ เพลงบุหลันลอยเลื่อน ” หรือ “ บุหลัน ( เลื่อน ) ลอยฟ้า ” แต่ต่อมามักจะเรียกว่า “ เพลงทรงพระสุบิน ”

1304402304

อิเหนาเล่าที่มา

                บ่อเกิดของเรื่องอิเหนานั้น พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าธานีนิวัติ กรมหมื่นพิทยาลาภพฤฒิยากร ได้ทรงวิจารณ์เค้ามูลไว้โดยละเอียด มีทั้งอิเหนาที่เป็นคนจริงคืออิเหนาในประวัติศาสตร์  เมื่อ พ.ศ. ๑๕๖๒ นครดาฮา ( ดาหา ) ในชวามีราชาองค์หนึ่งชื่อ ไอรลังคะ ทรงสร้างความรุ่งเรืองให้แก่ชวาเป็นอันมาก  มีราชธิดาชื่อ กิลีสุจี และมีโอรส ๒ องค์ พระธิดานั้นพอเจริญวัยก็ได้ออกบวชเป็นชี เมื่อราชาไอรลังคะจะสวรรคต ได้แบ่งอาณาเขตออกเป็นสองส่วน คือแคว้นดาหาและกุเรปัน ให้โอรสครองคนละแคว้น ต่อมาโอรสทั้งสองนั้น องค์หนึ่งมีพระโอรส อีกองค์หนึ่งมีธิดา องค์ที่เป็นชายนั้นคืออิเหนา ที่เป็นหญิงคือ บุษบา พระนางกิลีสุจีซึ่งบวชเป็นชีอยู่นั้น แนะนำให้ทายาทของสองนครนี้สมรสกันเพื่ออาณาจักรจะได้กลับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเช่นเดิมอิเหนาเป็นกษัตริย์ที่มาอานุภาพมากแต่วงศ์อิเหนาได้เริ่มเสื่อมเมื่อราว พ.ศ. ๑๗๖๔ อังรกะ ชิงราชสมบัติจากวงศ์อิเหนาได้ และตั้งราชธานีใหม่ชื่อ สิงหัสสาหรี ( สังคัสซารี ) ใน พ.ศ. ๑๘๓๖ กษัตริย์ที่สืบวงศ์จากราชาอังรกะได้ย้ายราชธานีไปตั้งที่มัชปาหิต ( ใกล้เมืองสุราบายา ) และสืบสันตติวงศ์ต่อมาจนถึงราว พ.ศ. ๒๐๐๐ จึงเริ่มเสื่อม ตกอยู่ในอำนาจชาวอินเดียถือศาสนาอิสลามที่อพยพเข้ามาอยู่ในชวา แล้วภายหลังกลับตกไปอยู่ในอำนาจโปรตุเกสและเนเธอร์แลนด์ในที่สุด

การเข้ามาสู่ประเทศไทยของนิทานปันหยี

อิเหนาเป็น วรรณคดีเก่าแก่เรื่องหนึ่งของไทย เป็นที่รู้จักกันมานาน เข้าใจว่าน่าจะเป็นช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยได้ผ่านมาจากหญิงเชลยปัตตานี ที่เป็นข้าหลวงรับใช้พระราชธิดาของพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ  โดยเล่าถวายเจ้าฟ้ากุณฑล และเจ้าฟ้ามงกุฎ พระราชธิดา จากนั้นพระราชธิดาทั้งสองได้ทรงแต่งเรื่องขึ้นมาองค์ละเรื่อง เรียกว่า อิเหนาเล็ก ( อิเหนา ) และ อิเหนาใหญ่ ( ดาหลัง )

ประวัติดังกล่าวมีบันทึกไว้ในพระราชนิพนธ์อิเหนา ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ดังนี้

  อันอิเหนาเอามาเป็นคำร้อง             สำหรับงานการฉลองกองกุศล

    ครั้งกรุงเก่าเจ้าสตรีเธอนิพนธ์            แต่เรื่องต้นตกหายพลัดพลายไปฯ

1304402304

อิเหนาเล่าเรื่อง

                ในดินแดนชวาแต่โบราณมีกษัตริย์ราชวงศ์หนึ่ง เรียกว่า วงศ์อสัญแดหวา หรือ วงศ์เทวา กล่าวกันแต่เดิมว่า  เมืองหมันหยามีเจ้าเมือง มีธิดาสี่องค์ เจ้าเมืองหมันหยาคิดจะแต่งการสยุมพรให้กับธิดาทั้งสี่ แต่หากษัตริย์ที่คู่ควรไม่ได้ ต่อมามีเหตุเกิดขึ้นคือมีพระขรรค์ ชัยกับธงผุดขึ้นที่หน้าพระลาน ทำให้เกิดข้าวยากหมากแพงชาวเมืองเดือดร้อน  เจ้าเมืองหมันหยาจึงป่าวประกาศให้กษัตริย์เมืองต่าง ๆ มาถอนพระขรรค์กับธงออกเพื่อ แก้อาถรรพ์ ผู้ใดทำได้สำเร็จจะยกธิดาและสมบัติให้กึ่งหนึ่งกษัตริย์เมืองต่าง ๆ ที่มาอาสา ก็ไม่สามารถถอนพระขรรค์กับธงได้ จนอสัญแดหวา สี่องค์ที่มาสถิต ณ เขาไกรลาส แปลงกายเป็นมนุษย์มาฉุดถอนพระขรรค์กับธงได้สำเร็จ เทวราชทั้งสี่ไม่ขอรับสมบัติหากขอเพียงธิดาเป็น คู่ครองและจะไปสร้างเมืองอยู่เอง

เทวาองค์แรกพาธิดาองค์ที่หนึ่งไปสร้างเมืองกุเรปัน  องค์ที่สองพาธิดาองค์รองไปสร้างเมืองดาหา องค์ที่สามพาธิดาองค์รองสุดท้องไปสร้างเมืองกาหลัง  และองค์ที่สี่พาธิดาองค์สุดท้องไปสร้างเมืองสิงหัดส่าหรี สี่เมืองนี้จึงนับเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่ด้วยเกียรติและยศศักดิ์ ด้วยเป็นวงศ์ อสัญแดหวาและยังเป็นที่ยอมรับและยกย่องของหัวเมืองน้อยใหญ่ และสี่เมืองนี้เท่านั้นที่สามารถตั้งตำแหน่งมเหสีได้ ๕ องค์ อันได้แก่ ประไหมสุหรี มะเดหวี มะโต ลิกู และ เหมาหลาหงี ส่วนความเกี่ยวพันระหว่างวงศ์อสัญแดหวากับเมืองหมันหยานั้นเรียกได้ว่าเกี่ยวดองกันเพราะวงศ์อสัญแดหวารุ่นต่อ ๆ มา ล้วนได้ธิดาเมืองหยันหยา มาเป็นประไหมสุหรี

สมัยต่อมาเจ้าผู้ครองเมืองกุเรปันประสงค์จะมีโอรสกับประไหมสุหรี จึงได้ทำพิธีบวงสรวงเทวดาและได้โอรสสมพระทัยโหรทำนายว่าโอรสจะเป็นผู้มีเดชานุภาพยิ่งใหญ่ แต่เมื่ออายุได้ ๑๕ ชันษาจะมีเคราะห์ต้องพลัดพรากจากเมืองถึงสามครั้ง จะไปได้ชายาเมืองอื่น พลัดบ้านพลัดเมืองถึง ๑๓ ปีจึงจะกลับคืนกุเรปันวันที่โอรสประสูติวงศ์อสัญแดหวาซึ่งเป็นบรมอัยกาสถิตอยู่บนสวรรค์ได้นำกริชแก้วสุรกานต์จารึกชื่อ อิเหนา มาวางไว้ข้างตัว

ฝ่ายประไหมสุหรีเมืองหมันหยา ได้ให้กำเนิดธิดาชื่อ จินตะหราวาตี ประไหมสุหรีของเมืองหมันหยา ได้ให้กำเนิดโอรสชื่อ สุหรานากง ซึ่งวงศ์อสัญแดหวาได้นำกริชจารึกชื่อมาประทานให้เช่นเดียวกับอิเหนา เมืองกาหลังได้กำเนิดธิดาแต่ประไหมสุหรีชื่อ สกาหนึ่งหรัด และเป็นคู่  ตุหนาหงัน( คู่หมั้น ) กับสุหรานากง ส่วนเมืองดาหา ประไหมสุหรีได้กำเนิดธิดาชื่อ บุษบา ซึ่งทางเมืองกุเรปันได้สู่ขอตุนาหงันไว้กับอิเหนา อีก ๕ ปี ต่อมาประไหมสุหรีของเมืองดาหาก็ได้ให้กำเนิดโอรสชื่อ สียะตรา

อิเหนาเจริญวัยจนอายุได้ ๑๕ ชันษา ก็มีความเชี่ยวชาญเก่งกล้าสมเป็นโอรสกษัตริย์ ต่อมาพระมารดาของประไหมสุหรีเมืองหมันหยาทิวงคต ท้าวหมันหยาจึงมีราชสาส์นแจ้งไปยังเมืองกุเรปันและเมืองดาหา ทางเมืองกุเรปันจึงให้อิเหนานำเครื่องเคารพศพไปร่วมงาน

ครั้นอิเหนาไปถึงเมืองหมันหยา ได้เข้าเฝ้าท้าวหมันหยาและพบกับจินตะหราธิดาเจ้าเมืองจึงนึกรักคิดใคร่ได้นางจนไม่ยอมกลับกุเรปัน ท้าวกุเรปันเห็นว่างานศพก็เสร็จสิ้นแล้วจึงให้คนถือหนังสือไปตามตัวอิเหนากลับโดยบอกเหตุผลว่าพระมารดาทรงครรภ์แก่ใกล้ประสูติ อิเหนาต้องจำใจกลับวังแต่ได้เขียนเพลงยาวและฝากแหวนสองวง ขอแลกกับสไบของนางจินตะหรา เมื่ออิเหนาถึงเมืองกุเรปันก็ทราบว่าประไหมสุหรีกำเนิดธิดาชื่อ วิยะดา และท้าวดาหาได้สู่ขอตุนาหงันไว้ให้กับสียะตราน้องชายบุษบา อิเหนากลับมากุเรปันก็คร่ำครวญคิดถึงจินตะหรา ท้าวกุเรปันจึงมีราชสาส์นเร่งรัดไปยังท้าวดาหาเพื่อจะจัดการวิวาห์ระหว่างอิเหนากับบุษบาให้เป็นที่เรียบร้อย ฝ่ายอิเหนาระแคะระคายว่าจะต้องแต่งงานกับบุษบา จึงออกอุบายขออนุญาตท้าวกุเรปันออกประพาสป่า แล้วปลอมตัวเป็นนายโจรชื่อ มิสารปันหยีให้พี่เลี้ยงและไพร่พลปลอมเป็นชาวบ้านป่าทั้งสิ้นเดินทางมุ่งหน้าสู่ภูเขาปะราบีใกล้เมืองหมันหยา

กล่าวถึงกษัตริย์สามพี่น้องอีกวงศ์หนึ่ง องค์แรกครองเมืองปันจะรากัน มีธิดาชื่อสการะวาตี องค์รองครองเมืองปักมาหงัน มีธิดาชื่อ มาหยารัศมี มีโอรสชื่อ สังคามาระตา องค์ที่สามครองเมืองบุศสิหนา เพิ่งไปสู่ขอนางตรสาธิดาเมืองปะตาหรำมาเป็นชายา ระหว่างเดินทางกลับจากพิธีวิวาห์ พี่น้องทั้งสามเมืองก็แวะพักนมัสการฤาษีสังปะติเหงะซึ่งบำเพ็ญพรตอยู่เชิงเขาปะราปี

ระหว่างที่ไพร่พลของอิเหนาพักอยู่ที่เชิงเขาปะราปี ประสันตาพี่เลี้ยงของอิเหนาได้ล่วงล้ำไปมีเรื่องวิวาทกับไพร่พลของท้าวบุศสิหนา ท้าวบุศสิหนายกทัพมารบ กับอิเหนาซึ่งใช้ชื่อว่า มิสารปันหยี ท้าวบุศสิหนาถูกมิสารปันหยีแทงตกม้าตาย ท้าวปันจะรากันและท้าวปักมาหงันทราบจากฤาษีสังปะติเหงะว่า มิสารปันหยี คืออิเหนา จึงยอมอ่อนน้อมไม่สู้รบด้วย ทั้งยกสการะวาตีมาหยารัศมี และ สังคามาระตาให้แก่อิเหนาด้วย  จากนั้นอิเหนาก็เข้าเมืองหมันหยา และได้จินตะหราเป็นชายาสมใจ แล้วได้พามาหยารัศมีและสะการะวาตีมาอยู่ด้วยกัน

ฝ่ายเมืองดาหาเมื่อเตรียมการพิธีวิวาห์เสร็จก็แจ้งไปยังท้าวกุเรปัน ท้าวกุเรปันก็ร้อนใจที่ทราบว่าอิเหนาไปได้จินตะหราเป็นชายาจึงให้คนถือหนังสือไปตามให้อิเหนากลับอิเหนาพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมกลับ และขอถอนหมั้นบุษบา ท้าวดาหาได้ทราบความก็ขุ่นเคืองมากถึงกับตัดสินพระทัยว่าแม้นใครมาขอบุษบาก็จะยกให้ทันที

กล่าวถึงเมืองพี่เมืองทั้งสองเมือง เมืองพี่คือเมืองล่าสำ เมืองน้องคือเมืองจรกา ท้าวล่าสำมีธิดาชื่อ กุสุมาเป็นคู่หมั้นกับสังคามาระตาฝ่ายท้าวจรกายังไม่มีคู่ด้วยรูปชั่วตัวดำ เมื่อได้ทราบข่าวทางเมืองดาหาก็แต่งเครื่องบรรณาการมาขอบุษบา ท้าวดาหาก็ยินดียกให้ ด้วยกำลังแค้นเคืองอิเหนา
กล่าวถึงกษัตริย์อีกวงศ์หนึ่ง องค์พี่ครองเมืองกะหมังกุหนิง มีโอรสชื่อ วิหยาสะกำ องค์รองครองเมืองปาหยัง มีธิดาสององค์ ชื่อ รัตนาระติกา และรัตนาวาตี องค์สุดท้องครองเมืองประหมันสลัด มีโอรสชื่อ วิหรากะระตา มีธิดาชื่อ บุษบาวิลิศ  อยู่มาวิหยาสะกำออกเที่ยวป่า องค์อสัญแดหวาไม่ต้องการให้บุษบาแต่งงานกับจรกา จึงจำแลงเป็นกวางทองล่อวิหยาสะกำไปพบรูปนิมิตของบุษบา วิหยาสะกำเห็นรูปก็หลงรักไม่เป็นอันกินอันนอน

1304402304

หลักการพินิจวรรณคดีและวรรณกรรม

ความหมาย

การพินิจ คือ การพิจารณาตรวจตรา พร้อมทั้งวิเคราะห์แยกแยะและประเมินค่าได้

ทั้งนี้นอกจากจะได้ประโยชน์ต่อตนเองแล้ว ยังมีจุดประสงค์เพื่อนำไปแสดงความคิดเห็นและข้อเท็จจริงให้ผู้อื่นได้ทราบด้วย เช่น การพินิจวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อแนะนำให้บุคคลทั่วไปที่เป็นผู้อ่านได้รู้จักและได้ทราบรายละเอียดที่เป็นประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เช่น ใครเป็นผู้แต่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร มีประโยชน์ต่อใครบ้าง ทางด้านใด ผู้พินิจมีความเห็นว่าอย่างไร คุณค่าในแต่ละด้านสามารถนำไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์อย่างไรในชีวิตประจำวัน

แนวทางในการพินิจวรรณคดีและวรรณกรรม

การพินิจวรรณคดีและวรรณกรรมมีแนวให้ปฏิบัติอย่างกว้าง ๆ เพื่อให้ครอบคลุมงานเขียนทุกชนิด ซึ่งผู้พินิจจะต้องดูว่าจะพินิจหนังสือชนิดใด มีลักษณะเฉพาะอย่างไร ซึ่งจะมีแนวในการพินิจที่จะต้องประยุกต์หรือปรับใช้ให้เหมาะสมกับงานเขียนนั้น ๆ

หลักเกณฑ์กว้าง ๆ ในการพินิจวรรณคดีและวรรณกรรม มีดังนี้

๑.  ความเป็นมา หรือ ประวัติของหนังสือและผู้แต่ง  เพื่อช่วยให้วิเคราะห์ในส่วนอื่น ๆ ได้ดีขึ้น 

๒.  ลักษณะคำประพันธ์

๓.  เรื่องย่อ

๔.  เนื้อเรื่อง    ให้วิเคราะห์เรื่องตามหัวข้อต่อไปนี้ตามลำดับ โดยบางหัวข้ออาจจะมี หรือไม่มีก็ได้ตามความจำเป็น เช่น โครงเรื่อง ตัวละคร ฉาก วิธีการแต่ง ลักษณะการดำเนินเรื่อง การใช้ถ้อยคำสำนวนในเรื่อง ท่วงทำนองการแต่ง วิธีคิดที่สร้างสรรค์  ทัศนะหรือมุมมองของผู้เขียน เป็นต้น

๕.  แนวคิด จุดมุ่งหมาย  เจตนาของผู้เขียนที่ฝากไว้ในเรื่อง หรือบางทีก็แฝงเอาไว้ในเรื่อง ซึ่งจะต้องวิเคราะห์ออกมา

๖.  คุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรม  ซึ่งโดยปกติแล้วจะแบ่งออกเป็น ๔ ด้านใหญ่ ๆ และกว้าง ๆ เพื่อความครอบคลุม ในทุกประเด็น ซึ่งผู้พินิจจะต้องไปแยกแยะหัวข้อย่อยให้สอดคล้องกับลักษณะหนังสือ ที่จะพินิจนั้น ๆ ตามความเหมาะสมต่อไป

การพินิจคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรมมี ๔ ประเด็นดังนี้

๑.  คุณค่าด้านวรรณศิลป์

คือ ความไพเราะของบทประพันธ์ ซึ่งอาจจะเกิดจากรสของคำที่ผู้แต่งเลือกใช้และรสความที่ให้ความหมายกระทบใจผู้อ่าน

๒.  คุณค่าด้านเนื้อหา

คือ การให้ความรู้ด้านต่าง ๆ ให้คุณค่าทางปัญญาและความคิดแก่ผู้อ่าน

๓.  คุณค่าด้านสังคม

วรรณคดีและวรรณกรรมสะท้อนให้เห็นภาพของสังคมในอดีตและวรรณกรรมที่ดีสามารถจรรโลงสังคมได้อีกด้วย

๔.  การนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

เพื่อให้ผู้อ่านได้ประจักษ์ในคุณค่าของชีวิต ได้ความคิดและประสบการณ์จากเรื่องที่อ่าน และนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต นำไปเป็นแนวปฏิบัติหรือแก้ปัญหา

1304402304

 

หลักการฟัง

Gen_35

 

จุดมุ่งหมายของการฟัง

การฟัง การดูมีหลักและจุดมุ่งหมายหลายอย่างดังนี้

๑.  การฟังเพื่อความรู้

การฟังเพื่อความรู้ ต้องฟังโดยตั้งใจ มีสมาธิจึงจะบรรลุจุดมุ่งหมายในการฟัง ต้องแยกให้ได้ว่า  ตอนใดเป็นความรู้สึกนึกคิด ตอนใดเป็นข้อเท็จจริง หรือ ตอนใดเป็นความคิดเห็นของผู้พูด ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ สิ่งใดที่เป็นความรู้ใหม่ ๆ ต้องจดบันทึกความสำคัญไว้ด้วย

๒.  การฟังคำสั่งเพื่อนำไปปฏิบัติได้

ต้องฟังด้วยความตั้งใจ และฟังให้เข้าใจแยกข้อความว่า ใครสั่ง สั่งทำอะไร ทำอย่างไร

ถ้าฟังคำสั่งไม่เข้าใจ ให้ขอร้องผู้พูดให้พูดซ้ำจนเข้าใจ ควรจดบันทึกคำสั่งไว้เพื่อกันลืม และจะได้นำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง

๓.  การฟังเพื่อความเพลิดเพลิน

ผู้ฟังจะเกิดอารมณ์และความรู้สึกเพลิดเพลินเมื่อได้ฟังน้ำเสียง อาจเป็นเสียงมนุษย์ เสียงดนตรี เสียงธรรมชาติ หรือการได้ฟังเรื่องราวที่พอใจ นอกจากจะเกิดความเพลิดเพลินแล้ว ยังก่อให้เกิดความรู้ ความรู้สึกข้อคิดต่าง ๆ ที่อาจนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

๔.  การฟังเพื่อพิจารณาคุณค่าของสิ่งที่ฟัง

ต้องเลือกเฟ้นเรื่องที่ดีมีประโยชน์แก่ตนเองให้มากที่สุด โดยมีหลักสำคัญ  คือ เรื่องนั้นเป็น
เรื่องเกี่ยวกับอะไร ฟังแล้วมีคติสอนใจอะไรบ้าง ฟังแล้วได้อารมณ์ความรู้สึกอย่างไรบ้าง ฟังแล้ว
ได้ประโยชน์สามารถนำไปใช้ได้อย่างไร และสามารถนำสำนวนภาษาไปใช้พูดใช้เขียนได้อย่างไร

๕.  หลักการฟังคำถาม

ต้องตั้งใจฟังคำถามและจับใจความว่าผู้ถามต้องการถามเรื่องอะไร ถามว่าอย่างไร

ให้เรียงลำดับเรื่องที่ฟังว่าถามคำถามใดก่อน-หลังถ้าฟังคำถามไม่เข้าใจควรขอร้องผู้ถามให้ถามซ้ำ ควรจดบันทึกคำถามไว้เพื่อกันลืม และตอบคำถามให้ตรงประเด็นและเรื่องราวที่ถาม

๖.  หลักการฟังเพื่อจับใจความสำคัญ

ผู้ฟังต้องตั้งใจฟังอย่างมีสมาธิ ฟังเรื่องให้เข้าใจ  และตั้งคำถามถามตนเองว่าเรื่องนั้น

เป็นเรื่องอะไร ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร  อย่างไร ให้พิจารณาว่าตอนใดเป็นใจความสำคัญ

ตอนใดเป็นส่วนขยาย ให้วิเคราะห์แยกแยะว่าอะไรเป็นข้อเท็จจริง อะไรเป็นข้อคิดเห็น อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล เพื่อประโยชน์ในการตีความและประเมินค่าของเรื่องที่ฟัง และให้บันทึกข้อความที่สำคัญไว้  โดยใช้ภาษาของตนเองอย่างสั้น ๆ ง่าย ๆ เพื่อเป็นการสรุปความ

การฟังเชิงวิเคราะห์ 

มีหลักการดังนี้

๑.  ฟังเรื่องนั้น ๆ อย่างละเอียด  ตั้งแต่ต้นจนจบ

๒.  พิจารณาแยกแยะว่าตอนใดเป็นข้อเท็จจริง  ตอนใดเป็นข้อคิดเห็น

๓.  ใช้ความรู้  ประสบการณ์  แยกแยะส่วนที่ดี  และส่วนที่บกพร่อง  อย่างมีเหตุผล

๔.  เมื่อฟังจบแล้วต้องบอกได้ว่าเรื่องที่ฟังนั้นมีคุณค่าอย่างไร

 ที่มา    :  การศึกษานอกโรงเรียน, กรม. ( ๒๕๔๖ ). ชุดวิชาภาษาไทย ระดับประถมศึกษา.  กรุงเทพ ฯ :  โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.

ดาวน์โหลด การฟังเพลงด้านล่างนี้คะ

  >>   การฟังเพลง  <<

หลักการดู

ประเภทของการดู

การดูมี ๒ ประเภท คือ

๑. การดูจากของจริง  เช่น การชมการสาธิต การไปทัศนาจร ฯลฯ

. การดูผ่านสื่อ เช่น สื่อโทรทัศน์  ภาพถ่าย สื่อหนังสือพิมพ์  สื่อภาพยนตร์ สัญลักษณ์ ฯลฯ

หลักการดูที่ดี

๑.  ดูอย่างมีจุดมุ่งหมาย   คือ ดูไปเพื่ออะไร เพื่อความรู้ เพื่อความเพลิดเพลิน หรือ เพื่อให้ได้ข้อคิดในการนำไปปฏิบัติตาม

๒.  ดูในสิ่งที่ควรดู  เช่น ผู้ที่อยู่ในวัยเรียน  ควรดูรายการที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาเล่าเรียน ได้แก่ รายการตอบปัญหาทางวิชาการ รายการที่มุ่งให้แนวทางการปฏิบัติตนให้เหมาะสม ฯลฯ

๓.  ดูอย่างมีวิจารณญาณ  ให้ดูและคิดไตร่ตรองหาเหตุและผลทุกครั้ง

๔.  ดูแล้วนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์    การดูภาพสัญลักษณ์ เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดูเพื่อให้เข้าใจและนำมาใช้ปฏิบัติให้ถูกต้อง  เช่น สัญลักษณ์ที่แสดงเครื่องหมายการจราจร เครื่องหมายห้ามผ่าน เครื่องหมายอันตราย ฯลฯ

ที่มา        :  การศึกษานอกโรงเรียน, กรม. ( ๒๕๔๖ ). ชุดวิชาภาษาไทย ระดับประถมศึกษา.  กรุงเทพ ฯ :  โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.

รายการ

 

 

ดาวน์โหลด การดูได้ด้านล่างนี้คะ

 >>  การดู  <<

 1304402304

การทัศนศึกษา

IMG_0732

ความหมาย

คือ  กระบวนการที่ผู้สอนใช้ในการช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด

โดยผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันวางแผนและเดินทางไปศึกษาเรียนรู้ ณ สถานที่อันเป็นแหล่งความรู้ในเรื่องนั้น ( ซึ่งอยู่นอกสถานที่ที่เรียนกันอยู่เป็นปกติ )

วัตถุประสงค์

การไปทัศนศึกษา  เป็นวิธีการที่ช่วยให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรงในเรื่องที่เรียน

ได้เรียนรู้สภาพความเป็นจริง  ได้ใช้แหล่งชุมชนให้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้  ทำให้เกิดความเข้าใจ  และเกิดเจตคติที่ดีทั้งต่อสถานที่นั้นและต่อการเรียนรู้

องค์ประกอบที่สำคัญของการทัศนศึกษา

๑.  มีการวางแผนร่วมกันระหว่างผู้สอนและผู้เรียนในเรื่องวัตถุประสงค์  สถานที่การเดินทาง  วิธีศึกษา  ค่าใช้จ่าย  กำหนดการเดินทางและหน้าที่ความรับผิดชอบ

๒.  มีการเดินทางออกไปยังสถานที่เป้าหมายซึ่งอยู่นอกโรงเรียน  หรือนอกสถานที่ที่เรียนกันอยู่เป็นปกติ

๓.  มีกระบวนการในการศึกษาสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ในสถานที่นั้น

๔.  มีการสรุปผลการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้รับจากการไปทัศนศึกษา

ข้อมูลส่วนนี้สรุปมาจาก :ทิศนา  แขมมณี. ( ๒๕๕๐ ). ๑๔ วิธีสอน สำหรับครูมืออาชีพ. พิมพ์ครั้งที่ ๗. กรุงเทพ ฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดาวน์โหลด การทัศนศึกษา ได้ด้านล่างนี้คะ

 >>  การทัศนศึกษา  <<

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: