RSS

ประเทศไทยกับคำว่า ‘ขอโทษ’ ที่เราอาจลืมไป

12 Feb


Google
  YouTube  โรงเรียนพระแสงวิทยา  สพม.11

             “เรามีเอกราช  มีภาษาของเราเอง  มีตัวหนังสือซึ่งคิดค้นขึ้นใช้เอง  เราตั้งกฎหมายปกครองของเราเอง  ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมา  ๗๐๐  กว่าปีแล้ว” 

               “แต่ไหนแต่ไรมา  คนไทยเรามีน้ำใจกว้างขวางพร้อมที่จะให้โอกาสคนอื่น  และฟังความคิดเห็นของเขา    เพราะเราใช้ปัญญาขบคิดไตร่ตรองหาเหตุผลก่อน  จึงจะตัดสินใจว่าสิ่งไรเป็นอย่างไร  ไม่สุ่มสี่สุ่มห้าตัดสินอะไรตามใจชอบ  โดยไม่ใช้เหตุผล”

          เมื่อปีพุทธศักราช  ๒๕๐๕  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีนาถ  เสด็จเยือนประเทศนิวซีแลนด์และประเทศออสเตรเลีย ในการเสด็จประเทศออสเตรเลีย  มีปรากฏการณ์สำคัญแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ซึ่งสมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงบันทึกไว้ว่า     วันแรกที่ถึงประเทศออสเตรเลีย  เราก็โดนดีทันที  พอพิธีรับเสด็จที่สนามบินแคนเบอร่าเสร็จแล้ว  พระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จขึ้นประทับรถพระที่นั่งพร้อมด้วยข้าพเจ้า  ทันใดนั้น  ก็มีเสียงพึบ ๆ ดังออกมาจากราษฎรกลุ่มหนึ่ง  ซึ่งเคยมาคอยรับเสด็จอยู่มากมายสองข้างทาง

          ข้าพเจ้าหันไปดูอย่างแปลกใจ  ก็เห็นตำรวจกับประชาชนที่ยืนอยู่แถวนั้น  ช่วยกันปล้ำ  คว้าตัวผู้ชายผู้หนึ่งไว้แต่ไม่ทัน  ผู้ชายนั้นได้ยกมือสองข้างขึ้น  แล้วคลี่ป้าย…ป้ายนั้นมีใจความเป็นภาษาไทยว่า

          “เราไม่ต้องการต้อนรับผู้เผด็จการเมืองไทย”

          ครั้งนั้น  เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้เห็นคนเรียกพระเจ้าอยู่หัวว่า  “ผู้เผด็จการ”  และแสดงว่า  ไม่ยินดีต้อนรับเมื่อเสด็จมาถึงเมืองเขา

          ข้าพเจ้ารู้สึกใจหายวาบไปหมด  กระซิบทูลถามพระเจ้าอยู่หัวว่าทอดพระเนตรเห็นป้ายไล่ผู้เผด็จการหรือไม่รับสั่งตอบว่าเห็นแล้ว  พลางหันไปทรงยิ้มและโบกพระหัตถ์กับประชาชนที่มาโห่ร้องต้อนรับ  ไม่ทรงแสดงความรู้สึกแม้แต่น้อย

          ต่อมาถึงวันที่มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น  ถวายปริญญาเอกทางนิติศาสตร์  (กิตติมศักดิ์)  แด่พระเจ้าอยู่หัว  ท่ามกลางคณาจารย์  “ปัญญาชน”

          ณ  หอประชุม  มีคนเต็มไปหมด  คนสำคัญของเมลเบิร์นและนักหนังสือพิมพ์มากหลายเขาจัดให้ข้าพเจ้าและผู้ติดตาม  นั่งตรงที่คนดูข้างล่างแถวหน้า  ส่วนพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไปบนเวทีพร้อมด้วยอธิการบดี  คณบดี  และกรรมการของมหาวิทยาลัย  เมื่อพิธีเริ่มต้น  อธิการบดีลุกขึ้นไปอ่านคำสดุดีถวาย  พระเกียรติพระเจ้าอยู่หัวก่อนที่จะถวายปริญญา  ทันใดนั้นเอง  ข้าพเจ้าได้ยินเสียงเอะอะเหมือนโห่ปนฮาอยู่ข้างนอก  คือ  กลุ่ม  “ปัญญาชน”  ที่ยืนท่าต่าง ๆ  ไม่น่าดู  เช่น  เอาเท้าพาดบนต้นไม้บ้าง  ถ่างขาบ้าง  มือเท้าสะเอวบ้าง

        จากเสียงโห่ปนฮาของเขา  ดังพอที่จะรบกวนเสียงที่อธิการบดีกำลังกล่าวอยู่ทีเดียว ข้าพเจ้ารู้สึกโกรธพุ่งขึ้นมาทันที  รู้สึกสงสารพระเจ้าอยู่หัวจนทำอะไรไม่ถูก  ในที่สุดก็ฝืนใจมองขึ้นไปเพื่อถวายกำลังพระทัย   แต่แล้วข้าพเจ้านั่นแหละที่เป็นผู้ได้กำลังใจกลับคืนมา  เพราะมองดูท่าน   ขณะที่ทรงพระดำเนินไปยืนกลางเวที  เห็นพระพักตร์สงบเฉย

          ทันใดนั้นเอง   คนที่อยู่ในหอประชุม   ก็ปรบมือเสียงดังสนั่นหวั่นไหว  คล้ายถวายกำลังพระทัยท่าน  พอเสียงปรบมือเงียบลง  ก็เห็นพระเจ้าอยู่หัวทรงเปิดพระมาลาที่ทรงคู่กับฉลองพระองค์ครุย  แล้วหันพระองค์ไปโค้งคำนับกลุ่มที่ส่งเสียงอยู่ข้างนอก  อย่างงดงามที่สุด  น่าดูที่สุด  พระพักตร์ยิ้มนิด ๆ พระเนตรมีแววเยาะหน่อย ๆ แต่พระสุรเสียงงามเรียบยิ่งนัก  กระแสพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัว  ที่ตรึงใจทั้งหอประชุมและภายนอกมีความว่า

          “ขอขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอันมาก  ในการต้อนรับอันอบอุ่น  และสุภาพเรียบร้อย  ที่ท่านแสดงต่อแขกเมืองของท่าน”

          รับสั่งเพียงเท่านั้นเอง  ก็หันพระองค์มารับสั่งต่อ  กับผู้ที่นั่งฟังอยู่ในหอประชุม  เสียงฮานั้นเงียบลงทันทีราวกับปิดสวิตช์  แล้วตั้งแต่บัดนั้นก็ไม่มีอีกเลย  ทุกคน  ข้างนอก  ข้างใน  ต่างฟังพระราชดำรัสด้วยท่าทางดูขบคิด  ข้าพเจ้าเห็นว่า  พระราชดำรัสวันนั้นดีมาก  รับสั่งสดโดยไม่ทรงใช้กระดาษเลย  ทรงเล่าถึงวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของไทยว่า

          “เรามีเอกราช  มีภาษาของเราเอง  มีตัวหนังสือซึ่งคิดค้นขึ้นใช้เอง  เราตั้งกฎหมายปกครองของเราเอง  ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมา  ๗๐๐  กว่าปีแล้ว”

          ท่ามกลางพระสุรเสียงที่ตรึงใจชาวออสเตรเลีย  และ “ปัญญาชน”  หลังจากรับสั่งว่า ๗๐๐  กว่าปีมาแล้ว  ทรงทำท่าเหมือนเพิ่งนึกออก   ทรงสะดุ้งนิด ๆ และโค้งพระองค์อย่างสุภาพ  เมื่อตรัสว่า

          “ขอโทษ…..ลืมไป…..ตอนนั้นยังไม่มีประเทศออสเตรเลียเลย”

          แล้วทรงตรัสต่อไปว่า

          “แต่ไหนแต่ไรมา  คนไทยเรามีน้ำใจกว้างขวางพร้อมที่จะให้โอกาสคนอื่น  และฟังความคิดเห็นของเขา    เพราะเราใช้ปัญญาขบคิดไตร่ตรองหาเหตุผลก่อน  จึงจะตัดสินใจว่าสิ่งไรเป็นอย่างไร  ไม่สุ่มสี่สุ่มห้าตัดสินอะไรตามใจชอบ  โดยไม่ใช้เหตุผล”

          เมื่อเสร็จพิธีถวายพระเกียรติเรียบร้อยแล้ว  ก็จำต้องผ่านคนกลุ่มนั่นอีก  เขายังคงยืนคอยเราอยู่ที่เก่า  แต่อากัปกิริยาเปลี่ยนไปหมด บางคนก็มองหน้าตาเฉย ๆ ดูหลบตาพวกเรา  ไม่มีการมองอย่างประหลาดอีกแล้ว   แต่บางคนก็มีน้ำใจเป็นนักกีฬา  พอที่จะยิ้มแย้มแจ่มใสโบกมือและปรบมือให้เราตลอดทางจนถึงที่รถพระที่นั่งจอดอยู่

          พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี  จักรีนฤบดินทร  สยามินทราธิราช  บรมนาถบพิตร  เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ  ตลอดระยะเวลายาวนาน  นับแต่เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ  ทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามตลอดมา  พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรของพระองค์นั้นมากมายมหาศาลสุดจะพรรณนาได้หมดสิ้น 

          รัชสมัยของพระองค์เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่จะต้องจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์  ถึงการที่พสกนิกรชาวไทย  และชาวต่างประเทศได้รับความผาสุกร่มเย็นถ้วนหน้าภายใต้พระบารมี

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชหฤทัยห่วงใยทุกข์สุข ของประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด  ทรงพระวิริยอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนดูแลความเป็นอยู่ของราษฎร  ทรงขจัดปัดเป่าทุกข์ภัยที่เกิดแก่ประชาชนของพระองค์ที่อาศัยอยู่ทุกหนทุกแห่งในแผ่นดินไทย  โดยไม่จำกัดเชื้อชาติและศาสนา  ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจทั้งหลายทั้งปวง  เพื่อความผาสุกของประชาชนและความเจริญของประเทศชาติ ทรงแก้ปัญหาความเดือดร้อนต่างๆ  ของประชาชนในเรื่องการทำมาหากิน  ทรงส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนมีอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว  ทรงส่งเสริมและอนุรักษ์สภาพสิ่งแวดล้อม  ทรงบำรุงศาสนาและศิลปวัฒนธรรม  ทรงส่งเสริมและบำรุงการศึกษา  พัฒนาความเจริญทางการแพทย์และสาธารณสุข  ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนชาวไทย  และทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักการทูต มีพระปรีชาสามารถ  จนอาจกล่าวได้ว่า  ไม่มีประชาชนหมู่ใดในผืนแผ่นดินไทยที่จะไม่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าปกกระหม่อม

ขอเราปวงชนชาวไทยได้หลอมร่วมใจกันรู้รักสามัคคี  ทำดีเพื่อพ่อหลวงให้พระองค์ท่านได้สำราญพระราชหฤทัย

“ความสามัคคีในยามนี้เท่านั้น  จะเป็นประดุจธูปเทียนมาลาสักการะบูชาต่อพ่อหลวงของแผ่นดิน

ขอให้ช่วยกันเสียสละเพื่อส่วนรวม  คือเพื่อประเทศไทยของเรา เพื่อในหลวงอันเป็นที่รักยิ่งของเรา”

ที่มา : ขอขอบคุณ http://www.oknation.net/blog/Duplex/2009/10/09/entry-3

ค. 2

 
Leave a comment

Posted by on February 12, 2013 in Uncategorized

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: